บทความ

คดีเกี่ยวกับการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย

25/10/2021
5424

Highlight


  • รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายนั้น การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ กรณีมีข้อสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวหรือไม่ สามารถส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง


  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 144

 

           ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องมีเงินมาใช้จ่ายสำหรับการจัดทำบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน โดยรัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณในรูปของ “ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย” เสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติก่อนที่จะเงินไปใช้ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติหลักเกณฑ์ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเอาไว้ โดยมีข้อห้ามประการหนึ่งว่า ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้

           “หลักการห้ามฝ่ายนิติบัญญัติกระทำการที่มีผลให้ตนเข้าไปมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่าย” นั้น มีขึ้นเพื่อต้องการยกเลิก “งบพัฒนาจังหวัด” หรือ “งบ ส.ส.” ซึ่งปรากฏขึ้นในช่วงทศวรรษ 2510 โดยในเวลานั้นมีแนวคิดที่ให้ ส.ส. ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปพัฒนาจังหวัดของตน เนื่องจากมองว่า ส.ส. เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่และใกล้ชิดกับประชาชน ตลอดจนมีผู้เข้ามาร้องเรียนให้แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ จึงเริ่มมีการแปรญัตติเพื่อกันเงินส่วนหนึ่งให้ไปอยู่ในอำนาจของ ส.ส. ที่จะนำไปใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาของประชาชนได้โดยตรง

           ในอดีต ส.ส. แต่ละคนจะได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อนำไปพัฒนาจังหวัดคนละประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี แต่หลังจากนั้นวงเงินดังกล่าวก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 15-20 ล้านบาทในเวลาต่อมา การจัดสรรงบประมาณในลักษณะดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง และถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณด้วย ในทางวิชาการเองก็เห็นกันว่าการดำรงอยู่ของงบ ส.ส. น่าจะขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ในการอนุมัติงบประมาณและควบคุมตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ จึงไม่ควรเข้าไปมีส่วนในการใช้จ่ายงบประมาณเสียเอง แต่ควรปล่อยให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการ

           ด้วยเหตุนี้ ในคราวที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงมีการบัญญัติไว้เป็นครั้งแรกว่า ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะกรรมาธิการนั้น การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใด ๆ ที่มีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย จะกระทำมิได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวปรากฏต่อมาในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ด้วย

           กรณีที่มีข้อสงสัยว่ามีการฝ่าฝืนข้อห้ามดังกล่าวหรือไม่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบัญญัติให้การเสนอคดีไปยังศาลรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ 2 กรณี ดังนี้

           1) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา เป็นผู้เสนอเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

           2) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้เสนอเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้จัดทำโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณรู้ว่ามีการดำเนินการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐดังกล่าวได้มีหนังสือแจ้งให้ ป.ป.ช. ทราบ เมื่อ ป.ป.ช. ได้รับแจ้งและสอบสวนแล้วเห็นว่ากรณีมีมูล ก็จะเสนอเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป

           สำหรับการพิจารณาคดีนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง หากศาลเห็นว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญจริง ก็จะวินิจฉัยให้การเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทำดังกล่าวสิ้นผลไป นอกจากนี้ กรณีที่เพิ่มเติมเข้ามาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็คือบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะส่งผลต่อผู้กระทำการ ดังนี้
 
  • ถ้าผู้กระทำการเป็น “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” หรือ “สมาชิกวุฒิสภา” สมาชิกภาพของผู้กระทำจะสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ผู้กระทำยังต้องถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย
  • ถ้า “คณะรัฐมนตรี” เป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำแต่มิได้สั่งยับยั้ง ผลคือคณะรัฐมนตรีจะต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย โดยบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าตนมิได้อยู่ในที่ประชุมขณะมีมติ รวมถึงต้องรับผิดชดใช้เงินคืนพร้อมดอกเบี้ยด้วย
 

More Information



Back to top